PRUKSA’S HISTORY
20 เมษายน 2536 ก่อตั้งบริษัท
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2536 โดยนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนา   อสังหาริมทรัพย์ประเภท บ้านทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และอาคารชุด ทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 50 ล้านบาท ทั้งนี้นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ได้นำความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ รับเหมาก่อสร้างให้แก่ทั้งภาครัฐและเอกชนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับการมีทีมผู้บริหารมืออาชีพ และการว่าจ้างที่ปรึกษา จากบริษัทชั้นนำของประเทศในการพัฒนาระบบสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ อย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้บริษัทฯ มีผลการ ดำเนินงานที่มีกำไรตลอด แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤต หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยพัฒนาโครงการ ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ และการเจริญเติบโตสูงและในต่างประเทศ
บ้านเดี่ยว
  • บ้านพฤกษา
  • เดอะคอนเนค
  • พฤกษาวิลล์
  • เดอะแพลนท์ ซิตี้
  • พฤกษาทาวน์
  • เออร์บาโน
  • พฤกษานารา
  • ซิลวาน่า (อินเดีย)
  • วิลเลต
  • เดอะ รีโน่
  • พาทิโอ
ทาว์เฮาส์
  • บ้านพฤกษา
  • พฤกษาวิลเลจ
  • เดอะแพลนท์
  • พฤกษานารา
  • พฤกษาปูริ
  • พฤกษาแกลเลอรี่
  • ซิลวาน่า (อินเดีย)
  • เนเชอร่า
คอนโดมิเนียม
  • ซิตี้วิลล์
  • ไอวี่
  • เดอะซี๊ด
  • เดอะ ทรี
  • บี ยู
  • เออร์บาโน แอปโซลูท
  • แชปเตอร์วัน
  • คอนโดเลต
  • ฟิวส์
  • คอรัล วิลล์ (มัลดีฟส์)
  • พลัมคอนโด
 
ALL PRUKSA’S PROJECTS
 
บริษัทฯเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย ที่บริหารจัดการงานก่อสร้างด้วยตนเอง รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากต่างประเทศมาก่อสร้างบ้าน
บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่บริหารจัดการงานก่อสร้างด้วยตัวเอง รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากต่างประเทศมาก่อสร้างบ้าน ซึ่งแตกต่างจาก ผู้ประกอบการรายอื่นที่จะจ้างผู้รับเหมา เพื่อทำการก่อสร้างทั้งโครงการ ทำให้บริษัทฯ สามารถควบคุมคุณภาพของงานให้ได้มาตรฐาน ลดระยะเวลาการก่อสร้าง และบริหารต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วันที่ 27 เมษายน 2548
บริษัทฯ แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
บริษัทฯ แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 และจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 ได้อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,700 ล้านบาท เป็น 2,232.5 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 532.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ภายใต้สัญลักษณ์ “PS” ได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม 2548
วันที่ 27 เมษายน 2553
ลดทุนจดทะเบียนบริษัท
วันที่ 27 เมษายน 2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการลดทุน จดทะเบียนของบริษัทจากทุนจดทะเบียน 2,224,753,400 บาท เป็น 2,206,812,000 บาท โดยการลดหุ้นสามัญที่ออกไว้เพื่อ รองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อ หุ้นสามัญของบริษัท จำนวน 17,941,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และที่ประชุม ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจากทุนจดทะเบียน 2,206,812,000 บาท เป็น 2,228,812,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ ที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทให้แก่กรรมการและผู้บริหารของบริษัท จำนวน 22,000,000 หน่วย
ABOUT PRUKSA’S FUND
 
วันที่ 27 เมษายน 2554
มีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท
วันที่ 27 เมษายน 2554 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติเพิ่ม ทุนจดทะเบียน ของบริษัท จากทุนจดทะเบียน 2,228,812,000บาท เป็น 2,250,812,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มเติม เพื่อรองรับ การใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ จำนวน 22,000,000 หุ้น (ยี่สิบสองล้านหุ้น) มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท (หนึ่งบาท)
วันที่ 30 ธันวาคม 2554
วันที่ 30 ธันวาคม 2554 บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 2,250,812,000 บาท (หุ้นสามัญจำนวน 2,250,812,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) และมีทุนชำระแล้วทั้งสิ้น 2,209,407,200 บาท
ปี 2547
พัฒนาการสำคัญในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมา
 
Precast เทคโนโลยีก้อสร้างบ้านคุณภาพ
บริษัทฯ เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็ก สำเร็จรูป (Precast Concrete Factory) โดยใช้ระบบการผลิต แบบ Semi-Automated Pallet Circulating System ซึ่งเป็นระบบ ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 650 ล้านบาท (ไม่รวมมูลค่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงงาน)
 
SAP
บริษัทฯ เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็ก สำเร็จรูป (Precast Concrete Factory) โดยใช้ระบบการผลิต แบบ Semi-Automated Pallet Circulating System ซึ่งเป็นระบบ ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 650 ล้านบาท (ไม่รวมมูลค่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงงาน)
 
ปี 2548
  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินการผลิตชิ้นส่วนสำหรับการก่อสร้างบ้าน
  • บริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงงานผลิตรั้ว และเสาสำเร็จรูป โดยมีมูลค่า โครงการประมาณ 150 ล้านบาท (ไม่รวมค่าต้นทุนที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงงาน โดยสร้างอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงงานแรก)
  • บริษัทฯ ได้จัดให้มีระบบการจัดการ Business Process Improvement (B.P.I.) จากบริษัท IBM (ประเทศไทย) ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการ ธุรกรรมของการก่อสร้าง, การขาย, การบริการ และการบริหารบุคลากร สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจ และลดต้นทุน
  • บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัท เกสรก่อสร้าง จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นผู้รับเหมางานตกแต่งต่อเติม ที่อยู่อาศัย
  • บริษัทฯ ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและได้ทำการ เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,700 ล้านบาท เป็น 2,232.5ล้านบาท และเปลี่ยนมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นจากหุ้นละ 100 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เข้าทำการซื้อขายในตลาดเป็นวันแรกในวันที่ 6 ธันวาคม
ปี 2549
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,159.7 ล้านบาท เป็น 2,166.7 ล้านบาท จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ ของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือ บริษัทย่อย (PS-WA) ครั้งที่ 1
  • เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2549 บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อย 2 บริษัท คือ บริษัท พุทธชาด เอสเตท จำกัด และบริษัทพนาลี เอสเตท จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นบริษัทละ 1 ล้านบาท และได้จดทะเบียน เพิ่มทุนเป็นบริษัทละ 50 ล้านบาทเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549
  • บริษัทฯ ได้รับการอนุมัติให้ออกตราสารหนี้ระยะสั้น (ไม่เกิน 270 วัน) สำหรับขายให้ผู้ลงทุน โดยมีวงเงิน ทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท
ปี 2550
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,166.7 ล้านบาทเป็น 2,173.8 ล้านบาท ในวันที่ 10 มกราคม 2550 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือ บริษัทย่อย ที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 2
  • ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 บริษัทฯ ได้ลดทุน จดทะเบียน โดยการตัดหุ้นที่ยังไม่ได้นำออกจำหน่ายของบริษัทฯ จำนวน 7,746,600 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุนจดทะเบียน จาก 2,232.5 ล้านบาท เป็น 2,224.75 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 รวมทั้งได้เพิ่มทุนจดทะเบียน แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 4 กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้สอดคล้องกับ การเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 2,224.75 ล้านบาท เป็น 2,255.75 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550
  • เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 ให้ออกและขายตราสารหนี้ตามโครงการ Shelf Filing เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน ของบริษัทฯ และเป็นการเพิ่มทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการ ออกตราสารหนี้ (หุ้นกู้/ตั๋วเงิน) สำหรับขายให้ผู้ลงทุนทั่วไปและสถาบันโดยกำหนด วงเงินที่ออกตราสารหนี้ดังกล่าว มีวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท มูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท และมีอายุไม่เกิน 3 ปีนั้นบริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ 2 ชุด วงเงินรวม 1,000 ล้านบาท ดังนี้

    หุ้นกู้ชุดที่ 1: วงเงิน 600 ล้านบาท มีอายุ 3 ปี
    ในอัตราดอกเบี้ย คงที่ร้อยละ 4.91 บาทต่อปี

    ออกหุ้นกู้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 และครบกำหนด
    ไถ่ถอนในวันที่ วันที่ 8 สิงหาคม 2553

    หุ้นกู้ชุดที่ 2: วงเงิน 400 ล้านบาท มีอายุ 2 ปี
    ในอัตราดอกเบี้ย คงที่ร้อยละ 4.68 บาทต่อปี

    ออกหุ้นกู้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 และครบกำหนด
    ไถ่ถอนในวันที่ 15 สิงหาคม 2552


     
  • บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างองค์กรเป็น SBU เพื่อให้สอดรับกับกลยุทธ์ในการเติบโต ของบริษัทฯ ในระยะยาว
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,173.8 ล้านบาทเป็น 2,180.2 ล้านบาท ในวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงานและที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือ บริษัทย่อยที่จะซื้อ หุ้นสามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 จำนวน 6,327,800หน่วย
  • เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 บริษัท พนาลี เอสเตท จำกัด ได้เพิ่มทุนจดทะเบียน จาก 50 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท กับกระทรวงพาณิชย์ โดยไม่มีการ เรียกชำระค่าหุ้นเพิ่มเติม
 
ปี 2551
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,180.2 ล้านบาท เป็น 2,185.95 ล้านบาท ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)และ/หรือ บริษัทย่อย ที่จะซื้อหุ้น สามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 4 เมื่อ วันที่ 31 มกราคม 2551 จำนวน 5,774,500 หน่วย
  • บริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีขนาดพิเศษ (Special Element) แบบหล่อกับที่ โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 90 ล้านบาท (ไม่รวมค่าต้นทุนที่ดินอันเป็นที่ตั้ง โรงงาน โดยสร้างอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงงานแรกและโรงที่สอง) ซึ่งโรงงานดังกล่าว ได้สร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 400 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน
  • บริษัท พนาลี เอสเตท จำกัด ได้เรียกชำระหุ้นเพิ่มทุนเต็มมูลค่า 200 ล้านบาท เมื่อเดือนมิถุนายน 2551
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,185.95 ล้านบาท เป็น 2,191.39 ล้านบาท ในวันที่ 8 สิงหาคม 2551 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือ บริษัทย่อย ที่จะซื้อหุ้น สามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 จำนวน 5,441,500 หน่วย
2186MB
2192MB
 
ปี 2552
  • บริษัทฯ ได้ออกแบรนด์ใหม่ คือ The Tree, the Plant Citi, และ Be You
  • ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2551 ให้ขาย และออกตราสารหนี้ตามโครงการ Shelf Filing โดยกำหนดวงเงินที่ออกตราสารหนีดั้งกล่าวมีวงเงินสูงสุด ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท มูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท และมีอายุไม่เกิน 3 ปีนั้น โดยวันที่ 29 มกราคม 2552 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อ 29 มกราคม 2555
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,191.39 ล้านบาท เป็น 2,196.6 ล้านบาท ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือบริษัทย่อย เพื่อซื้อ หุ้นสามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 จำนวน 5,169,900 หน่วย
  • ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 บริษัทฯ ได้ลดทุนจดทะเบียนโดยการตัดหุ้น ที่ยังไม่ได้นำออกจำหน่ายของบริษัทฯ จำนวน 31,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และจดทะเบียน แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้สอดคล้องกับการลดทุนจดทะเบียน จาก 2,255.75 ล้านบาท เป็น 2,224.75 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,196.6 ล้านบาท เป็น 2,201.65 ล้านบาท ในวันที่ 7 สิงหาคม 2552 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือ บริษัทย่อยเพื่อซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 จำนวน 5,086,500 หน่วย
  • บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 2,201.65 ล้านบาทเป็น 2,206.8 ล้านบาท ในวันที่ 4 ธันวาคม 2552 จากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ/หรือ บริษัทย่อยเพื่อซื้อ หุ้นสามัญของบริษัทฯ (PS-WA) ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 30พฤศจิกายน 2552 จำนวน 5,161,400 หน่วย
ปี 2553
NEW PROJECTS 2012
  • บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษจากเดิม “Preuksa Real Estate Pcl.” เป็น “Pruksa Real Estate Pcl.”. พร้อมเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้าของบริษัทใหม่
  • บริษัทฯ มียอดรายได้สูงสุดในผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หลังจากการประกาศ งบการเงินปี 2552
  • บริษัทฯ ได้ออกแบรนด์ใหม่ในบ้านเดี่ยว “บ้านพฤกษานารา” ในต่างจังหวัด ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ๆ และเมืองท่องเที่ยว ได้แก่อยุธยา และ ชลบุรี
  • บริษัทฯ ได้ออกแบรนด์ใหม่ในอาคารชุด เช่น Chapter One, Condolette, Fuse, Urbano Absolute และ แบรนด์แรกในต่างประเทศคือ “Coral Ville“ ในประเทศ มัลดีฟส์
  • ตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2552 ในการออกและขายตราสารหนี้ ตามโครงการ Shelf Filing ซึ่ง กำหนดวงเงินไม่เกิน 2,500 ล้านบาท อายุไม่เกิน 5 ปี นั้น วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553 บริษัทฯ ได้ออกตราสารหนี้ 2 ชุด รวม 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็น อายุ 3 ปี 1,500 ล้านบาท และ 5 ปี 1,000 ล้านบาท โดยมี วันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556 และ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ตามลำดับ
  • ในเมืองฮูลูมาเล่ สาธารณรัฐมัลดีฟส์ หลังบริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาร่วมทุน กับ Housing Development Co. (HDC) และเปิดขายอาคารชุดขนาดกลาง ชื่อ “Coral Ville”
  • ในบังกะลอร์ ประเทศอินเดีย บริษัทฯ ได้ซื้อ ที่ดินแห่งแรกขนาดประมาณ 65 ไร่ หรือ 26 เอเคอร์ โดยได้รับใบอนุญาต ประกอบการเรียบร้อยแล้ว จะเปิด Pre-launch ในทาวน์เฮาส์ และ บ้านเดี่ยวเฟสแรกที่เขต Budigere
  • บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนกับ SOHAM Group of Companies เพื่อร่วมพัฒนา ที่ดินในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เป็นโครงการทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝดที่เขต Pimplas, Thane
  • บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนในสัดส่วน 85% กับ Hoang Huy Service Investment Co.ในเมืองไฮฟง ประเทศเวียดนาม
 
  • ตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 ให้ขายและออกตราสารหนี้ ตามโครงการ Shelf Filing โดยไม่จำกัดวงเงินและจำนวนครั้งที่เสนอขายโดยขออนุญาตเป็นโครงการไม่เกิน 5 ปี และ กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 7,500 ล้านบาท ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ 2 ชุด รวม 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ปี 3,000 ล้านบาท และ 5 ปี 2,000 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 และ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ตามลำดับ
  • บริษัท ฯ เริ่มขยายธุรกิจสู่ต่างจังหวัด โดยเริ่มเปิดโครงการบ้านแนวราบที่ จ. อยุธยา ในเดือนมิถุนายน 2553
  • บริษัท ฯ ได้ก่อสร้างโรงงานพรีคาสท์ (Pruksa Precast Concrete Factory-PCF) โรง PCF 4 และ โรง PCF 5 เสร็จเรียบร้อย ด้วยเงินลงทุน 1,050 ล้านบาท และ เริ่มทดลองผลิตได้เมื่อ กลางเดือนธันวาคม 2553 โดยโรง PCF 5 สามารถ ผลิตบ้านได้ 430 หลังต่อเดือน เมื่อรวมกับกำลังการผลิตปัจจุบันของโรง PCF 1 ทำให้กำลังการผลิตบ้าน รวมเป็น 690 หลังต่อเดือน โดยโรง PCF 5 ที่สร้างใหม่ เป็นโรงงานผลิตแผ่น Precast ที่ขนาดกำลังการผลิต สูงที่สุดในโลก มี Production Area ที่ 14,200 ตารางเมตร มี Stock Area 9,800 ตารางเมตร
ปี 2554
  • โรงงานผลิตแผ่น Precast (PCF) คือ PCF 4 และ โรง PCF 5 ที่เริ่มทดลองผลิตเมื่อ ปลายปี 2553 สามารถ ขยายความพร้อมกำลังการผลิตให้เต็มที่ได้ ในกลางปี 2554
  • บริษัทฯ ได้ออกแบรนด์ใหม่ ดังนี้
    ทาวน์เฮาส์ คือ “วิลเลต” “เดอะ รีโน่” และ “พาทิโอ” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน
    บ้านเดี่ยว คือ “เนเชอร่า” และ “พฤกษาปูริ” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน
    อาคารชุด คือ “พลัมคอนโด” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางลงมา
  • ขยายโครงการออกไปสู่ตลาดต่างจังหวัดเพิ่ม เช่น ภูเก็ต (พฤกษาวิลล์) และ ขอนแก่น (บ้านเดี่ยว / บ้านแฝดในแบรนด์ “บ้านพฤกษานารา”)
  • ในเมืองบังกาลอร์ บริษัทฯ ได้เปิดขายบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ในชื่อโครงการ Pruksa Silvana มีจำนวนทั้งหมด 401 ยูนิต มียอดจองที่ 469 ล้านบาทในปี 2554 โดยบริษัท ฯ เริ่มโอนบ้านยูนิตแรกได้ ในเดือนธันวาคม 2554
  • ที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการอาคารชุดโครงการแรก ชื่อ Coral Ville บนเกาะฮูลูมาเล่ (Hulumale’) จำนวน 9 อาคาร ซึ่งโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วจำนวน 2 อาคาร
© 2012 Pruksa Real Estate Public Company Limited. All rights reserved. | Privacy Policy | Terms of Use